ทุกคนฝัน ไม่ว่าจะจำได้หรือไม่ก็ตาม แต่น้อยคนที่จะรู้ว่าทำไมเราถึงฝัน และความฝันมีหน้าที่อะไรในชีวิตของเรา บทความนี้รวบรวมคำตอบจากทั้งฝั่งวิทยาศาสตร์การแพทย์และฝั่งความเชื่อพื้นบ้านของไทย เพื่อให้คุณเข้าใจความฝันของตัวเองได้ครบทุกมุม
ความฝันเกิดได้อย่างไร REM
เมื่อเรานอนหลับ สมองไม่ได้ปิดสนิท แต่จะเข้าสู่วงจรการนอน 4-5 รอบในคืนหนึ่ง ๆ แต่ละรอบกินเวลาประมาณ 90 นาที และแบ่งเป็น 2 ช่วงใหญ่ ๆ คือ NREM (Non-Rapid Eye Movement) กับ REM (Rapid Eye Movement)
ช่วง NREM แบ่งเป็น 3 ระดับ ตั้งแต่ครึ่งหลับครึ่งตื่น (N1) ไปจนถึงการหลับลึก (N3) ในช่วงนี้ร่างกายซ่อมแซมเนื้อเยื่อและเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ความฝันที่เกิดในช่วงนี้มักเป็นภาพหรือความคิดสั้น ๆ ไม่ค่อยมีโครงเรื่อง
ช่วง REM เป็นช่วงที่ตาขยับเร็วใต้เปลือกตา คลื่นสมองคล้ายกับตอนตื่น แต่กล้ามเนื้อร่างกายอ่อนปวกเปียก เพื่อป้องกันไม่ให้เราลุกขึ้นเดินตามฝัน ความฝันส่วนใหญ่ที่เป็นเรื่องราวยาวและสมจริงเกิดในช่วงนี้ ในคืนปกติ คนเราเข้าสู่ REM ประมาณ 4-5 ครั้ง แต่ละครั้งกินเวลานานขึ้นเรื่อย ๆ ครั้งสุดท้ายอาจยาวถึง 1 ชั่วโมง ทำให้ฝันก่อนตื่นมักเป็นฝันที่ยาวที่สุดและจำได้ชัดที่สุด
ทฤษฎีวิทยาศาสตร์
นักวิทยาศาสตร์มีทฤษฎีหลายอย่างที่พยายามอธิบายว่าทำไมเราต้องฝัน
ทฤษฎีการประมวลผลข้อมูล เชื่อว่าความฝันเป็นกระบวนการที่สมองจัดระเบียบข้อมูลจากวันที่ผ่านมา เก็บความทรงจำที่สำคัญลงในหน่วยความจำระยะยาว และลบทิ้งสิ่งที่ไม่จำเป็น คล้ายกับการ defrag ของคอมพิวเตอร์ ทฤษฎีนี้อธิบายว่าทำไมเรามักฝันถึงเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นในวันนั้น
ทฤษฎีการจำลองสถานการณ์ ของ Antti Revonsuo เสนอว่าฝันร้ายและความฝันที่มีอันตราย เป็นการที่สมองฝึกซ้อมรับมือกับภัยอันตราย เป็นกลไกที่พัฒนามาตั้งแต่บรรพบุรุษเพื่อให้เราพร้อมรับสถานการณ์เลวร้ายในความเป็นจริง
ทฤษฎีของฟรอยด์ ซิกมุนด์ ฟรอยด์ นักจิตวิเคราะห์ชาวออสเตรีย ตีพิมพ์หนังสือ The Interpretation of Dreams ในปลายปี ค.ศ. 1899 แต่สำนักพิมพ์ลงวันที่บนปกเป็น ค.ศ. 1900 เพื่อให้สอดคล้องกับการเข้าสู่ศตวรรษใหม่ ฟรอยด์เชื่อว่าความฝันคือทางลัดสู่จิตใต้สำนึก ความปรารถนาที่ถูกเก็บกดหรือซ่อนไว้ จะปรากฏในรูปแบบสัญลักษณ์ในความฝัน การตีความฝันจึงช่วยให้เข้าใจตัวเองได้ลึกขึ้น แม้ทฤษฎีนี้จะถูกวิจารณ์มากในยุคปัจจุบัน แต่อิทธิพลของฟรอยด์ในเรื่องการตีความฝันยังคงอยู่
ทฤษฎีการกระตุ้นแบบสุ่ม ของ Hobson เสนอว่าความฝันเป็นแค่ผลข้างเคียงของสมองที่สร้างสัญญาณไฟฟ้าแบบสุ่ม ในช่วง REM แล้วสมองส่วนที่จัดการเหตุผลพยายามตีความให้เป็นเรื่องราว นั่นจึงเป็นเหตุที่ฝันมักไม่มีเหตุผลและกระโดดไปมาแปลก ๆ
ทำไมบางฝันจำได้บางฝันลืม
ในคืนหนึ่ง เราอาจฝัน 4-5 รอบ แต่ส่วนใหญ่ตื่นมาแล้วจำไม่ได้เลย ทำไมถึงเป็นแบบนั้น คำตอบเกี่ยวข้องกับช่วงเวลาที่เราตื่น
ถ้าเราตื่นขึ้นมาในช่วง REM หรือทันทีหลังจาก REM จะจำฝันได้ชัดเจน เพราะสมองยังอยู่ในสภาวะที่เพิ่งสร้างฝันสด ๆ แต่ถ้าตื่นในช่วง NREM ที่ไม่มีฝันเป็นเรื่องเป็นราว ก็จะรู้สึกว่าไม่ได้ฝันเลย
ปัจจัยอื่นที่ส่งผลคือ สารเคมีในสมอง ในช่วง REM สมองหลั่งสารเซโรโทนินและนอร์เอพิเนฟรีนน้อยลง สารเหล่านี้ช่วยในการสร้างความทรงจำระยะยาว ทำให้ความฝันถูกบันทึกได้ยาก ถ้าเราตื่นเร็วและรีบเขียนฝันลงทันที ก่อนที่ความทรงจำจะเลือนหายไป มีโอกาสจำได้มากกว่าการไปทำกิจกรรมอย่างอื่นทันที
คนที่ดื่มสุราหรือกินยานอนหลับมักจำฝันไม่ได้ เพราะสารเหล่านี้รบกวนช่วง REM ส่วนคนที่อดนอนสะสมมักจะมี "REM rebound" คือฝันเยอะและจำได้ชัดในคืนที่ได้นอนเต็มที่
ความเชื่อเรื่องฝันของไทย
นอกจากมุมมองทางวิทยาศาสตร์ คนไทยมีระบบความเชื่อเรื่องความฝันที่สืบทอดมายาวนาน บางคนเรียกว่า "ตำราพรหมชาติ" ที่ระบุความหมายของความฝันแต่ละเรื่องอย่างละเอียด เช่น ฝันเห็นงูหมายถึงจะได้คู่ครอง ฝันเห็นพระหมายถึงโชคลาภ ฝันเห็นไฟหมายถึงจะมีเรื่องวุ่นวาย
ความเชื่อพื้นบ้านยังเชื่อมโยงความฝันกับการพยากรณ์ บางคนเชื่อว่าฝันเป็นข้อความจากบรรพบุรุษหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บางคนเชื่อว่าฝันบอกใบ้เลขมงคล จึงนิยมเอาความฝันไปตีเลขซื้อหวย
ในทางพุทธศาสนา ความฝันถูกแบ่งเป็น 4 ประเภท คือ ฝันจากธาตุไม่สมดุล (ร่างกายไม่ปกติ) ฝันจากอารมณ์ที่ฝังใจ (เรื่องที่คิดมากในวัน) ฝันจากเทพยดาบันดาล (สิ่งศักดิ์สิทธิ์มาบอก) และฝันจากบุพพนิมิต (สัญญาณของเหตุการณ์ที่จะเกิด) การจำแนกแบบนี้ใช้กันมานานในวัฒนธรรมไทย
ไม่ว่าคุณจะเชื่อในมุมไหน — วิทยาศาสตร์ จิตวิเคราะห์ หรือความเชื่อพื้นบ้าน — สิ่งที่ทุกฝั่งเห็นตรงกันคือความฝันมีความสำคัญ มันสะท้อนอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเรา และการใส่ใจฟังเสียงจากความฝันบางครั้งช่วยให้เข้าใจตัวเองได้ลึกขึ้น
อ่านต่อ: โหราศาสตร์เป็นวิทยาศาสตร์หรือความเชื่อ (coming soon)
ลองทำนายฝันของคุณ: ทำนายฝัน — ค้นหาความหมายฝันรายคำ
